Tuesday, June 2, 2009

They Said "Do we already Died?"

Lipo Thailand Longest Drive Contest 2008

  





CONCEPT

This printing advertising is about the golf tournament campaign. The one who can dive farthest will be the winner. This tournament doesn’t focus on any score but on energy. In the ads, every driver is power full and drive to golf ball to the forest and desert. So they are invited to join this tournament rather than the common one. 




Sa-Wha-Dee Krugthep

MR.CHAINMAN

Friday, October 12, 2007

ตอนอวสาน

ก่อนที่จะมาเป็นงานชิ้นสุดท้าย ก็หลงทางไปมาหลายทาง แต่ก็กลับมาได้แบบโซเซๆ
งานชิ้นนี้มีที่มีจากอาการความจำเสื่อม หรือ Alzhiemer
โดย อาการของผู้ป่วยโรคนี้คือจะพูดซ้ำซาก วกวน
เมื่อได้โครงนี้มาแล้วก็หาอย่างอื่นเพื่อจะมาอธิบายโครนี้ให้ชัดจนมากยิ่งขึ้น
ก็ได้ไปพบกับนิทานไม่รู้จบ ที่จะวนกลับมาต้นเรื่องเสมอ
ไม่ว่าผู้เล่าจะเล่าไปถึงตรงไหน ก็สามารถที่จะวกกลับมายังตอนต้นเรื่องได้เสมอ
จึงได้คุณสมบัติบางอย่างจากการเล่านิทานมา
นั้นคือ นิทานจะมีจุดเริ่มต้นเรื่องที่แน่นอน ทำให้มีช่องที่จะย้อนกลับมาได้เสมอ
ดังนั้น ก็เริ่มทำงานจบ ตัวเองได้คิดไปถึงการนอนหลับแล้วฝัน
เพราะการนอนลงหลับเป็นเหมือนต้นเรื่องของนิทาน เมื่อคุณฝันก็เท่ากับเริ่มเล่านิทาน
แต่การนอนของเรามักจะมีการตื่นกลางคัน จากหลายสาเหตุ
มันก็เหมือนเป็นช่องว่างให้เราได้ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มให้เหมือนในนิทานไม่รู้จบ
นั้นก็คือ การกลับไปนอนใหม่
และก็เริ่มด้วยการวาด Story Board เกี่ยวกับฝันที่ซ้อนๆไปเรื่อยๆ
ทำอันแรกออกมา ล้มไม่เป็นท่า น่าอายมากกกก จึงข้ามไป ไม่อยากพูดถึง
จึงเปลี่ยนมาทำAnimateแทน แต่มันออกมาดูตลกๆ
จึงเปลี่ยนเป็นStop Motion ซึ่งก็คืองานจบ
และมันก็ทำให้จบจริงๆ ด้วยการตัดสินใจที่ผิดมากกกก
ที่ไม่ใส่เสียง.....................................เพราะมันทำให้งานไม่มีความเป็น Sequence

ส่วน Presentation ไม่มีข้อแก้ตัวค่ะ ห่วยจิงๆ
โดนอาจารย์นุตี จำไปจนตายเลยค่ะ ไม่ได้แค้นนะคะ

แต่ว่าเมื่องานนี้จบลง
ก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมาย
เรียนรู้ที่จะสื่อสารกับเพื่อนที่ไม่เคยทำมาก่อน "ขอความช่วยเหลือ"
ได้เรียนรู้ที่จะไม่ยอมแพ้ก่อนที่จะลองสู้
ได้เรียนรู้การทำAfter Effect (ฮ่าๆๆๆ มันยากพอดูค่ะ)
และได้เป็นนักเรียนของอาจารย์ทั้งสองท่านที่คอยช่วยเหลือ และแนะนำ (ทั้งทางอ้อมทางตรง) เสมอ
ก็รู้สึกเสียดายอยู่หน่อยๆ น่าจะทำได้ดีกว่านี้
คิดว่ายังไม่เลิกเกี่ยวกับงานชั้นนี้
จะลองใส่เสียงดู
ไม่รู้ว่าจะworkรึเปล่า
แต่ทุกอย่างต้องลองถึงจะรู้


Monday, September 10, 2007

Dream



ตอนต้นเรื่อง เด็กน้อยกะลังเดินไปนอนที่เตียง

Monday, September 3, 2007

ฝันแล้วก็อยากจะฝันอีก

เรื่องการนอนหลับแล้วฝันไป ดูจะเป็นเรื่องที่เข้าท่ามากกว่าเรื่องการเปิดกล่องของขวัญไม่รู้จบ เลยคิดว่าจะลองทำออกมาเป็นการฝันในความฝันซ้อนกันไปเรื่อยๆ แต่ก็กำลังลังเลว่า แล้วผู้ชมจะเข้าใจมั้ยว่ามันเป็นความฝันที่ซ้อนอยู่ในความฝันอีกที เลยลองคิดดูว่า ถ้ายิ่งซ้อนมากภาพจะยิ่งดูเหนือจริงมากขึ้นเรื่อยจะดีมั้ย และด้วยสติปัญญาอันน้อยนิดเรื่องAfter Effect ก็คงค้องเครียดหล่ะคราวนี้

http://www.uploadtoday.com/download/?88bdcee73bedd41d8308d082577582e4

Tuesday, August 7, 2007

สรุปตามความเข้าใจอีกรอบ

*5 ต้องเป็นเหมือนประตูที่จะพาไปยัง 1 ได้ทุกครั้ง ต้องหาให้ได้ว่าจะเอาอะไรมาเป็นประตูนี้ดี

หลังจากได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ทั้ง 2 ท่านแล้ว ก็ได้โครงสร้างขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างและเข้าใจมากยิ่งขึ้น และได้การบ้านชิ้นใหม่ให้มาขบต่อคือ ทำอย่างไรเพื่อจะคายเรื่องที่เราเคลือบเอาไว้ด้านนอก นั้นก็คือ นิทานไม่รู้จบ เราจะทำนิทานต่อไปหรือไม่ หรือ เราจะไปหาอย่างอื่นที่มีลักษณะเหมือนกับนิทานมาทำได้อีก

ทำไมนิทานจึงเอื้อกับการทำloop ?

-คิดว่า เพราะ นิทานมีจุดเริ่มเรื่องที่แน่นอน นั้นคือขึ้นว่ากาลครั้งหนึ่ง โดยจุดเริ่มนี้ เป็นจุดที่ทุกคนรู้เหมือนกันว่าเป็นตอนเริ่มของนิทานโดยทั่วๆไป 

แล้วจะหาอะไรมาแทนนิทานได้บ้าง ?

-ลองคิดถึง time based ที่มีการ link ไปยังเรื่องอื่นๆได้ โดยที่มีตัวกำหนดตายตัว อย่างเช่น การดูทีวีในเรื่อง ก็อาจจะเป็นตัว link ให้ไปสู่ sequence ต่อไปก็ได้ เป็นต้น

ฮึมๆๆๆ

Monday, August 6, 2007

ทดลอง1





ได้ทำการทดลองโดยการเน้นคำสำคัญ ที่ปกติจะใช้ในการช่วยเน้นคำที่มีความสำคัญ แต่ว่าจะเห็นว่าถ้าไม่อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ อ่านเพียงแต่ที่เน้น จะได้ข้อความที่ผิดไปจากที่ต้องการสื่อสาร

นิทานไม่รู้จบ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่ มีบ้านหลังเล็ก มีพ่อ แม่ ลูก อาศัยอยู่ ตกกลางคืนพ่อก็มักจะเล่านิทานหน้ากองไฟ นิทานเรื่องนั้นมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่ มีบ้านหลังเล็ก มีพ่อ แม่ ลูก อาศัยอยู่ ตกกลางคืนพ่อก็มักจะเล่านิทานหน้ากองไฟ นิทานเรื่องนั้นมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่ มีบ้านหลังเล็ก มีพ่อ แม่ ลูก อาศัยอยู่ ตกกลางคืนพ่อก็มักจะเล่านิทานหน้ากองไฟ นิทานเรื่องนั้นมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่ มีบ้านหลังเล็ก มีพ่อ แม่ ลูก อาศัยอยู่ ตกกลางคืนพ่อก็มักจะเล่านิทานหน้ากองไฟ นิทานเรื่องนั้นมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่ มีบ้านหลังเล็ก มีพ่อ แม่ ลูก อาศัยอยู่ ตกกลางคืนพ่อก็มักจะเล่านิทานหน้ากองไฟ นิทานเรื่องนั้นมีอยู่ว่า....

จากการที่เห็นลักษณะจากการวน จึงได้ทำการทดลองว่าเรา สามารถจะแทรกอะไรบางอย่างลงไป ในประโยคทั้งหมด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่ มีบ้านหลังเล็ก มีพ่อ แม่ ลูก อาศัยอยู่ ตกกลางคืนพ่อก็มักจะเล่านิทานหน้ากองไฟ นิทานเรื่องนั้นมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่ มีบ้านหลังเล็ก มีพ่อ แม่ ลูก อาศัยอยู่ ตกกลางคืนพ่อก็มักจะไปเล่านิทานหน้ากองไฟ นิทานเรื่องนั้นมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่ มีบ้านหลังเล็ก มีพ่อ แม่ ลูก อาศัยอยู่ ตกกลางคืน กินข้าว พ่อก็มักจะเล่านิทานหน้ากองไฟ นิทานเรื่องนั้นมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่ มีบ้านหลังเล็ก มีพ่อ แม่ ลูก อาศัยอยู่ ตกกลางคืนพ่อก็มักจะเล่านิทานหน้ากองไฟ นิทานเรื่องนั้นมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ร้านแห่งหนึ่ง ในป่าใหญ่ มีบ้านหลังเล็ก มีพ่อ แม่ ลูก อาศัยอยู่ ตกกลางคืนพ่อก็มักจะเล่านิทานหน้ากองไฟ นิทานเรื่องนั้นมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่ข้างมหา'ลัย มีบ้านหลังเล็ก มีพ่อ แม่ ลูก อาศัยอยู่ ตกกลางคืนพ่อก็มักจะเล่านิทานหน้ากองไฟ นิทานเรื่องนั้นมีอยู่ว่า....

นิทานเรื่องนี้ link ไปสู่โครงสร้างของเต็ม เพราะว่าค้องเริ่มอ่านตั้งแต่ต้น เพราะว่าจะมีอะไรบางอย่างซ้อนอยู่ เพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญของสิ่งแรกเสมอ

คิดไปเรื่อยๆ

เหมือนการขัดจังหว่ะ อย่างเช่น ถ้าเราดูหนังเรื่องหนึ่งอยู่ แต่วาพอเรื่องดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง เกิดเหตุการณืที่มีความเกี่ยวโยงกับเรื่องช่วงแรกที่เราจำไม่ได้แล้ว เราก็ต้องกรอกลับไปดูใหม่ ก็เหมือนกับ อาการอัลไซเมอร์ คือเมื่อพูดคุยกันไปซักพัก ผู้ป่วยจะเริ่มถามเรื่องเก่า ซึ่งเค้าจำไม่ได้แล้ว แทรกขึ้นมา ทำให้การสนทนาหยุดชะงัก แล้วพอผู้ป่วยได้คำตอบ ก็ต้องมานั่งคิดอีกว่า คุยกึงไหนกันแล้ว ถ้าเป็นหนัง ก็ต้องมานั่งกรอกลับมาที่เดิม แต่ก็เหมือนเป็นการเติมเต็มช่องว่างให้
นั่งคุณกะเพื่อนด้วยความเครียดอย่างสูงเกี่ยวกะวิชานี้ ร้องไห้ไปแล้วไม้รู้กี่รอบ
ก็ฮึดๆ เอาว่ะ! โดนดรอปก็โดนดรอป แต่ก็ขอสู้สุดไปก่อน
เฮ้อ~ขอให้ไม่เป็นการตัดสินใจที่ผิดด้วยเถอะ สาธุ

ทดลอง...ไปเรื่อย

"เพลิน เด็กสาวผมยาวสีดำสลวย ผู้มีนิสัยร่าเริง และมักมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเสมอ โบกมือทักทายกับเพื่อนสาวตัวน้อยที่ยืนคอยอยู่ที่ศาลาริมน้ำหน้าบ้านอย่างร่าเริง แล้วเพลิน เด็กสาวผมยาวสีดำสลวย ผู้มีนิสัยร่าเริง และมักมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเสมอก็รีบวิ่งลงบันไดมาด้วยความรวดเร็ว จนเสียงดังลั่นไปทั่วบ้าน

เรือนไทยริมน้ำหลังย่อม แต่นั้นกลับกลายเป็นเรื่องน่าเอ็ดดูของคุณยายที่นั่งห่อขนมอยู่ที่ชานบ้าน ถึงจะรีบอย่างไรเพลิน เด็กสาวผมยาวสีดำสลวย ผู้มีนิสัยร่าเริง และมักมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเสมอ ก็ไม่ลืมหันมากล่าวลาคุณยายก่อนที่จะวิ่งปรู้ดไปหาเพื่อนด้วยความตื่นเต้น เพลิน เป็นเด็กสาวผมยาวสีดำสลวย ผู้มีนิสัยร่าเริง และมักมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเสมอ ไม่ได้เจอเพื่อนคนนี้มาเกือบปี หลังจากที่เพื่อนต้องย้ายตามคุณพ่อไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำเอาเพลิน เป็นเด็กสาวผมยาวสีดำสลวย ผู้มีนิสัยร่าเริง และมักมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเสมอ คิดถึงและมีเรื่องจะเล่ามากมาย จนแทบจะอดใจรอไว้ไม่ได้"

คิดเอาเอง

สูตรคูณก็เป็นโครงแบบนี้เหมือนกันนะ


เราเคยผ่านการทำเลขเร็วกันมาตอนเด็กๆ และจะเกลียดมากเมื่อโจทย์เป็นการคูณ เพราะว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถท่องสูตรคูณจากตรงกลางได้เลย เพราะเราโดนสอนให้ท่องตั้งแต่ต้นจนจบ อย่างเช่น 9 x 8=? เราก็ต้องมาเริ่มคูณกันตั้งแต่ต้นแม่ 9 ก็คือ 9 x 1=9 ไปเรื่อยๆจน 9 x 8 = 72 กว่าจะเจอ เสียเวลา




Saturday, August 4, 2007

ลองดู

บทสนทนาของคนสองคนที่เป็นเพื่อนกัน


"วันนี้จะไปกินข้าวที่ร้านตรงปากซอยนะ"

"ร้านไหนอ่ะ"

"ร้านที่วันก่อนไปกินไง"

"อ๋อ"

"เออ นั้นแหละ ไปๆ"

"อืม"

"นี่ๆ กินเหมือนเดิมป่ะ"

"อะไรหล่ะ"

"ก็ที่กินที่ร้านกลางซอยประจำไง อะไรว่ะ ทำเป็นงง"

"อ๋อ"

"แล้วน้ำอ่ะ สั่งอันนั้นนะ"

"น้ำไรอ่ะ จำไม่ได้"

"ที่แกพาฉันไปกินที่ร้านพี่เพื่อนแกไง"

"วันไหนว่ะ"

"วันที่ฉันใส่เสื้อสีดำไง"

"ตัวไหนว่ะ"

"ตัวที่มีลายหมีไง

"อ๋อ เออๆ จำได้แล้ว"


มันต้องย้อนตลอดเลย ถ้าคนอื่นมานั่งฟังหรือไปกินกะพวกมันสองคน

คงงง เพราะไม่ได้ไปรู้ถึงความหลังของพวกมันสองคนด้วยเลย

Never Give Up Sequence Vol.2


 โครงอีกแบบหนึ่ง โดยคิดจากฝั่งของผู้ที่ไม่ได้เป็นอัลไซเมอร์ที่สนทนากับผู้ป่วย

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้มีโอกาสพาคุณป้า ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ไปทำพาสปอร์ต และสิ่งที่ท่านต้องนำไปด้วยคือ บัตรประชาชน และพาสปอร์ตเล่มเก่า ซึ่งก่อนออกจากบ้าน ตัวเองเป็นคนจัดใส่กระเป๋าให้ท่านกับมือ พร้อมย้ำว่า ทุกอย่างเตรียมไปหมดแล้ว ไม่ตกหล่น เมื่อขับรถออกจากบ้านมาได้ประมาณ 10 นาที ท่านก็เริ่มถามว่า "ป้าต้องเอาอะไรมาบ้างนะ" เราก็ตอบว่า "บัตรประชาชนกับพาสปอร์ตเก่าค่ะ เต็มเอาใส่กระเป๋าแล้ว" ท่านก็ "อ๋อ ใช่ๆ" แล้วเงียบไป เวลาผ่านไปอีกไม่นาน ท่านก็เริ่มถามอีกแล้ว "ป้าต้องเอาอะไรมาบ้างนะ" เราก็ต้องตอบเหมือนเดิม สรุปแล้วระยะทางจากบ้านคุณป้ามาถึงที่ทำพาสปอร์ต ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ท่านถามคำถามว่า "ต้องเอาอะไรมาบ้างนะ" เกือบ 10 เที่ยว ทำเอาคนตอบถึงกับเซ็งไปเลยทีเดียว

จึงสรุป(เอาเอง)ได้ว่า โครงนี้เหมือนจะเป็นการย้อนซ้ำอะไรบ้างอย่าง คือ ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรก็ตามก็จะย้อนกลับมายังจุดๆหนึ่ง เหมือนจะเป็นการทำเพื่อให้เกิดการจำได้ขึ้นมา เหมือนว่าคนปกติก็จำได้เลยในครั้งแรกๆ แต่พอเป็นสมองของผู้ท่ีป่วยโรคนี้จะต้องใช้มากกว่านั้นเพื่อให้เก็บเข้าไปในสมอง แต่ว่าอาการแบบนี้ทำให้ผู้ที่ร่วมสนทนาอาจเกิดอาการเบื่อได้ 
ก็รวบรวมความคิดคือ โครงการควรจะมีลักษณะอะไรที่เกิดจากการทำซ้ำๆ แล้วผลที่ตามมาคือความน่าเบื่อ อืมๆๆๆ แล้วไงหล่ะ เออ! 

ชั้นนี่แหละ~TeM-TeM**

ชั้นนี่แหละ~TeM-TeM**
私は テーム です。

It's Me!!!

Id:1470800234 Fine And Applied Art Bangkok University
Powered By Blogger
Why World Hot หยุด! ภาวะโลกร้อน